เว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์ มั่นคงปลอดภัย 100% บอล หวย มวย เกมส์ คาสิโน เว็บเดียวมีครบทุกอย่าง
[Total: 3    Average: 4.7/5]

ค่ำคืนสุดยิ่งใหญ่ของลิเวอร์พูล

การรอคอยที่แสนยาวนานมากๆของสาวกเดอะค๊อป
หงส์แดง ลิเวอร์พูล มันจบลงแล้ว 14 ปีแห่งการรอคอยถ้วยแชมป์ยุโรปสมัยที่ 6 คำเหยียดหยามเย้ยหยันเรื่อง “แชมป์ว่าว” ราชันย์ไร้บัลลังก์ แต่ครั้งนี้พวกเขาทำได้ด้วยการเอาชนะไก่เดือยทอง ท๊อตแน่ม ฮอตสเปอร์ไปได้ 2 ต่อ 0 ในเกมการแข่งขันที่อึดอัดที่สุดของลิเวอร์พูลที่แลกมาพร้อมกับความยิ่งใหญ่สุดๆ ชัยชนะมาจากสาเหตุใด

1. ลิเวอร์พูลตั้งรับแบบรถบัส เขียนไม่ผิดหรอกครับ ลิเวอร์พูลทีมจอมบุกที่ใช้พละกำลังมากมายเจาะบุกทะลุทะลวงคู่ต่อสู้ รอบแรกในเกมเยือนหงส์แดงแพ้มาทุกทีมทั้งซเวทน่า นาโปลี ปารีสแซ็งแชร์กแม็ง รวมไปถึงบาเซโลน่า แต่ขึ้นชื่อคือเกมในบ้านที่แข็งแกร่ง ดุดัน บดบี้เอาชนะคู่แข่ง ค่ำคืนในวันชิงชนะเลิศลิเวอร์พูลขึ้นนำเราจากจุดโทษของโมซาล่า จากจังหวะที่ซาดิโอ มาเน่ เปิดบอลไปโดนมือของมูซ่า ซิสโซโก้ พอนำ 1-0 เร็ว คล๊อปสั่งลูกทีมตั้งรับแน่นและรอสวนกลับเร็ว เล่นแบบเพลย์เซฟ ประสบการณ์การเข้าชิงชนะเลิศของคล๊อปไม่ดีนักส่วนใหญ่จะแพ้มากกว่าชนะคือส่วนใหญ่จะผิดหวังนั่นเอง ด้วยความมุทะลุดุดันของเขาที่ชอบสั่งลูกทีมบุกตะลุยแบบบ้าคลั่ง มาครั้งนี้สั่งลูกทีมเกมรับแน่นปึ้ก จากการคุมแนวรับของเวอร์จิล ฟานไดจ์ ที่เข้ามาเติมเต็มทีมแบบสุดยอด ผู้รักษาประตูฝีมือเยี่ยมที่ทีมไว้วางใจได้อย่างอลิซอนเบ็คเกอร์ แนวรุกของสเปอร์จึงไม่สามารถทำอันตรายใดๆเลยกับกองหลังลิเวอร์พูล จริงๆแฟนบอลคงหวังจะเห็นทั้ง 2 ทีมเปิดหน้าแลกกันเหมือนคู่ชิงยูโรป้าลีกอย่างเชลซีกับอาเซน่อล แต่การเปิดหน้าแลกกันนั้น ความเสี่ยงสูง อันตราย โอกาสที่ลิเวอร์พูลจะพลาดก็มี ประสบการณ์ในการชิงชนะเลิศปีที่แล้วที่ลิเวอร์พูลพลาดแพ้รีลมาดริดแบบน่าเสียดาย ทั้งๆที่เล่นเพรสซิ่งดีกว่า บีบกดดัน บุกเข้าใส่มากกว่า เป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่ามาปีนี้พวกเขาต้องรัดกุมมากที่สุด เน้นรับมากกว่ารุก ละเอียดทุกจังหวะที่เล่น เน้นรับตลอดเกมจนแฟนบอลหงส์แดงบางคนอึดอัดและด่าทีมว่าเล่นรับเหมือนจะรอโดนประตูตีเสมอ แต่เมื่อดิว๊อค โอริกี้ ซัดประตูที่ 2 ปิดกล่องทุกอย่างจบทันที ชัยชนะอยู่ในกำมือพลพรรคหงส์แดง เรียกว่า หงส์แดงลิเวอร์พูลยุคใหม่สามารถเล่นเพื่อชัยชนะ เล่นเพื่อถ้วย เล่นเพื่อความสำเร็จก็ได้เช่นกัน

2. ความมุ่งมั่นของนักเตะลิเวอร์พูลสูงมาก จะเห็นว่าทุกคนตั้งใจสุดๆ กัปตันเฮนโด้ กระตุ้นลูกทีมสุดฤทธิ์ แบ๊ก 2 ข้างทั้งเทรนซ์ อเล็กซานเดอร์ อาโนลด์และแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เติมเกมแบบมันสุดๆ เพราะทีมตั้งเกมรับ บอลเลยต้องโต้กลับมาจากแดนหลัง แบ๊กต้องวิ่งไกลมากๆ ด้วยความฟิต พละกำลัง แววตาแห่งความมุ่งมั่นที่จะคว้าชัยชนะ ซาดิโอ มาเน่จากกองหน้ายังต้องไปช่วยเกมรับฝั่งซ้ายที่เขาอยู่ ใช้พละกำลังและความมุ่งมั่นสูงจริงๆ จนคล๊อปต้องเปลี่ยนมาเน่ออกเพราะใช้แรงมากจริงๆ แต่การเปลี่ยนตัวไม่มีผลเสียใดๆ เพราะทีมชนะ

3. เจเก้น คล๊อป เขี้ยวมากๆ ไม่มีใครสนใจหรอกว่าทีมจะเล่นแบบไหน คนสนใจเฉพาะว่าทีมได้แชมป์หรือไม่ คล๊อปคงไม่อยากเสียใจเดินคอตกในแมทชิง เมื่อทีมขึ้นนำ 1-0 คล๊อปสั่งลูกทีมตั้งรับทันที ซึ่งน่าเบื่อและอึดอัดมากๆ คล๊อปกล้าเปลี่ยนเฟอร์มิโน่ออกในนาทีที่ 57 ส่งดิว็อค โอริกี้กองหน้าที่มีความแข็งแรง ความสดกว่าลงมาอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนเอาเจมส์ มิลเนอร์ที่มีเกมรับดีกว่าไวนัลดุมลงสนามและช่วงท้ายเกมเปลี่ยนเอาโจ โกเมส ลงแทนซาดิโอ มาเน่ เน้นเกมรับเต็มที่เพราะสเปอร์คงโยนใส่แน่ๆ ทั้งกองหน้าร่างยักษ์อย่างยอเรนเต้และแฮรี่ เคน คล๊อปและทีมงานถือว่าเขี้ยวสุดๆ ตั้งใจทำการบ้านมาอย่างละเอียดมากๆ ในเกมนี้

4. การจัดตัวผู้เล่นของสเปอร์ผิดพลาดหรือไม่ ลูคัส มูร่าผู้ยิง 3 ประตูในแมทรอบรองชนะเลิศไม่ได้ลงสนามเป็นตัวจริง ลงเพียงตัวสำรองเท่านั้น ส่งแฮรี่ เคนกองหน้ากัปตันทีมลงสนามทั้งๆที่พึ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บแต่ฟุตบอลระดับอาชีพ แน่นอนว่านักเตะคงหายเจ็บดีแล้ว มีการผ่านการทดสอบความฟิต โปเช็ตติโน่คงอยากเก็บมูร่า เอาไว้เป็นนักเตะตัวทีเด็ดพลิกเกม สร้างความแตกต่างในครึ่งเวลาหลังเวลานักเตะลิเวอร์พูลเริ่มอ่อนแรงแต่คงลืมไปว่านักเตะลิเวอร์พูงของเจเก้น คล๊อป ฟิตสุดๆโอกาสยุบแทบไม่มี พอมูร่าลงมาเป็นตัวสำรองก็ดูเหมือนว่าเวลาในสนามน้อยไป นักเตะบางคนชอบลงเป็นตัวสำรอง บางคนชอบลงตั้งแต่ต้นเกมเพราะสภาพร่างกายน่าจะเข้าที่เข้าทางกว่า ไม่แน่ว่าถ้าโปเช็ตติโน่ส่งทั้งลูคัส มูร่า ซอน เฮือง มิน แฮรี่ เคน เดลเล่ อัลลี คริสเตียน อีริคเซ่น ลงสนามพร้อมกันไปเลย เกมรุกอาจจะดุดันมากกว่าเดิมและมีโอกาสชนะลิเวอร์พูลก็เป็นได้

5. ผู้เล่นสเปอร์ขาดประสบการณ์ในแมทชิงยูฟ่าแชมเปียนลีกส์ จริงอยู่ในการเจอกับลิเวอร์พูลถือว่าคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีเพราะเจอทีมจากลีกเดียวกัน แต่การชิงชนะเลิศในถ้วยนี้ ความตื่นเต้น ความหวั่นใจ อาจเกิดขึ้นได้ จะเห็นว่าจังหวะการส่งบอลของสเปอร์ดูติดๆขัดๆ จังหวะดูผิดพลาดไปหมด จังหวะเข้าฮอสของแฮรี่ เคน ทำได้ไม่ดีเหมือนเดิม จังหวะพริ้วเลี้ยงตะลุยของซอน เฮือง มิน ก็ไม่ผ่านเวอร์จิล ฟานไดจ์ ดูเหมือนอะไรก็ไม่เป็นใจสำหรับสเปอร์ที่ยังขาดประสบการณ์ในการเข้าชิงฟุตบอลถ้วยนี้

เป็นค่ำคืนสุดยิ่งใหญ่ของหงส์แดงลิเวอร์พูล เป็นความสำเร็จที่รอคอยมานานกว่า 14 ปี